เทศน์พระ

รักยาว

๑๓ ส.ค. ๒๕๖๙

รักยาว

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

เทศน์พระ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๖๙

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ตั้งใจฟังธรรมะ ตั้งใจฟังธรรมะเพราะวันนี้เป็นวันลงอุโบสถ ลงอุโบสถครั้งแรกในพรรษานี้นะ ตั้งแต่เข้าพรรษามา เราถือธุดงควัตร เราตั้งสัจจะความจริงกับหัวใจของตน พยายามทำความจริงในหัวใจของตนให้สมความปรารถนา ปรารถนาให้มีศีล มีสมาธิ มีปัญญา

ถ้าว่ามีศีลๆ มีศีลเริ่มต้นไง มีศีล สีละ คือหลักศิลาจารึก ศิลาจารึกจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สีละ

สมาธิๆ คือความมั่นคง สมาธิๆ คือความสุข สมาธิๆ คือมีพลังที่จะเข้าไปสู่การฝึกหัดใช้ปัญญา

ปัญญาๆ ของเรา ปัญญาชำระล้างกิเลส ไม่ใช่ปัญญาสะสมกิเลส

ปัญญาทางโลกๆ ดูทางวิชาการสิ เขาวิเคราะห์วิจัยสิ่งใด มีความเข้าใจแล้ว สิ่งนั้นเป็นประโยชน์กับโลก แล้วจะเป็นประโยชน์กับการแสวงหาผลประโยชน์ด้วย

แต่ปัญญาในพระพุทธศาสนา ภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดจากจิต ปัญญาเกิดจากบุคคลคนนั้น อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ตนนั้นเกิดปัญญาในทางพระพุทธศาสนา ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา คือมันรู้เท่าทันกิเลสตัณหาความทะยานอยากในหัวใจของตน แล้วชำระล้าง สมุจเฉทปหาน ขาด ออกจากหัวใจของตนเป็นชั้นเป็นตอนเข้าไปเป็นบุคคล ๔ คู่

คู่ที่ ๑ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส สังโยชน์ ๓ ขาดไป

คู่ที่ ๒ กามราคะ ปฏิฆะอ่อนลง อ่อนลงนะ กายกับจิตแยก กายเป็นโพธิ จิตเป็นกระจกใส

ขั้นที่ ๓ กามราคะ ปฏิฆะขาดไป ไม่เกิดในกามภพอีกแล้วไง

ขั้นสุดท้าย ขั้นที่สังโยชน์อย่างละเอียดไง รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา เห็นหมด เห็นมันขาดออกไปนะ เห็นมันดับไปนะ เห็นหัวใจผ่องแผ้วขึ้นมาไง

จากคนที่โง่เขลาเต่าตุ่นขึ้นมามันมีสติปัญญา ไม่ใช่สติปัญญาทางโลก สติปัญญาทางโลกต้องวิเคราะห์วิจัยให้เขารู้เขาเห็น สติปัญญาของเรานะ ชำระล้างกิเลส กิเลสมันดิ้นพราดๆ ยถาภูตัง เกิดญาณทัสสนะ เกิดญาณหยั่งรู้ ชัดเจนขึ้นมาในหัวใจของตน มารคร่ำครวญร้องไห้

เวลามาร เจ้าชายสิทธัตถะจะพ้นมือจากเขาไป ไปร้องไห้คร่ำครวญกับลูกสาวของตนไง ความโลภ ความโกรธ ความหลง นี่ไง สิ่งที่ฟังธรรมๆ เพื่ออุดมการณ์ เพื่อหัวใจ เพื่อความอาจหาญ เพื่อความตั้งมั่นในหัวใจของตนไง แล้วเข้าไปประหัตประหารเป็นนักรบๆ

นักรบในโลก นักรบเขาต้องมีพลาธิการ มีการส่งกำลังบำรุง ต้องมีอาวุธ ต้องมีรถถัง ต้องมีจรวด ต้องมีดาวเทียม

แต่ของเรามีมรรค ที่หาซื้อไม่ได้ในโลกนี้ ไม่มีใครส่งเสียให้ ส่งเสียให้ตั้งแต่ว่าเราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เรามีอำนาจวาสนาของตน เรามีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา ศรัทธาความเชื่อๆ ความเชื่อ ถ้ามันไม่เชื่อก็จบไง ถ้าไม่เชื่อ พูดไปเถอะ เข้าหูซ้าย ทะลุหูขวา พูดไปเหอะ สีซอให้ควายฟัง

ควายมันเล็มหญ้า นี่ก็สีซอไปนะ มันก็เล็มหญ้าของมัน มีความสุขของมันไง มันไม่สนใจหรอก หญ้ากูมีค่ากว่าก็เยอะเลย อิ่มท้อง มีชีวิตด้วย

แต่ถ้ามีศรัทธาความเชื่อ มันสะเทือนกิเลสในใจของตัวไง

กิเลส อวิชชาคือความไม่รู้ ความไม่รู้ในหัวใจดวงนี้ทำให้จิตนี้เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ แล้วถ้ามีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา มันเท่ากับเปิดหัวใจของตน มันเป็นสุภาพบุรุษ มันรับฟัง รับฟังเพราะอะไร เพราะมันต้องการของจริง

คนเจ็บไข้ได้ป่วยอยากหายจากโรคนะ เวลาติดเตียงๆ มันทุกข์ทรมานมาก นี่ไง เวลาคนติดเตียง ติดเตียงมันขั้นสุดท้ายแล้ว เจ็บไข้ได้ป่วยถึงขั้นติดเตียง แล้วคนที่ติดเตียงจะฟื้นฟูขึ้นมาให้มันเป็นคนที่ช่วยตัวเองได้ มันก็แสนยาก

นี่หัวใจของตนๆ ไง ถ้ามีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา เหมือนคนไข้ติดเตียง ติดกิเลส กิเลสมันย่ำยี กิเลสมันครอบงำ แล้วกิเลสครอบงำ เห็นไหม เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ไม่มีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเยาะเย้ยมาร ชี้หน้ามาร

เวลาครูบาอาจารย์เราท่านฝึกหัดปฏิบัติ ท่านจะเอาจริงเอาจังในหัวใจของท่าน

ไอ้นี่ก็เหมือนกัน เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ศรัทธาในพระพุทธศาสนา ออกบวชเป็นพระไง เป็นพระๆ เป็นพระกรรมฐาน เป็นพระนักรบ จะรบกับกิเลสในหัวใจของตน

จะรบกับกิเลสในหัวใจของตน แล้วเอาอะไรไปรบล่ะ

รบแบบโง่เขลาเบาปัญญาไง คิดว่าทางโลกไง มองหน้าทำไม มองหน้าก็ยิงหัวเลย นี่ก็เหมือนกัน กิเลสอยู่ไหน จะไปฆ่ามันๆ

หา? หา?

ถ้าเป็นทางโลกด้วยกัน เขาคุยกันอย่างนั้นก็เรื่องของเขา

หลวงตาพระมหาบัวท่านไม่ฟังใครนะ แล้วท่านก็ยิ้มๆ แล้วท่านก็มาเล่าให้หมู่คณะฟัง องค์นั้นว่าอย่างนี้ องค์นี้ว่าอย่างนั้น มันไม่ใช่เพราะเหตุนั้นๆ ท่านพูดถึงเหตุผลหมด แต่ต่อหน้าเขา ท่านไม่พูด ไม่พูดเพราะอะไร เพราะคนมันหนา

อ้าว! ก็พูดเหมือนกัน ทำไมจะไม่เหมือนกัน

มันไม่เหมือนกัน มันคนละมิติ คู่ที่ ๑ คู่ที่ ๒ คู่ที่ ๓ คู่ที่ ๔ ทำไมมีโสดาปัตติมรรค สกิทาคามิมรรค อนาคามิมรรค อรหัตตมรรค ทำไมไม่มีมรรคอันเดียวล่ะ อ้าว! ก็กิเลสมันหยาบมันหนาแตกต่างกันนี่ไง ถ้ากิเลสหยาบๆ หยาบๆ ในครูบาอาจารย์ที่ท่านฝึกหัดปฏิบัติถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้ มันหยาบๆ มันอยู่ภายนอก

ภายนอกมันก็ปอกเข้ามาเป็นชั้นๆ เข้ามาไง หัวใจเหมือนมะพร้าว ถ้าเปลือกมัน นั่นล่ะคู่ที่ ๑ ถ้ากะลา คู่ที่ ๒ ถ้าเนื้อมะพร้าว คู่ที่ ๓ แล้วน้ำมะพร้าวล่ะ เห็นไหม

มะพร้าวเขาปอกเปลือก กะเทาะกะลา เนื้อมะพร้าว กามราคะมันเป็นประโยชน์ที่สุดไง แล้วน้ำมะพร้าว

สิ่งที่เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา บุคคล ๔ คู่ การฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมามันหยาบ มันละเอียด แตกต่างกัน ถ้าการหยาบละเอียดแตกต่างกัน คนที่หยาบๆๆ มันก็พูดกันแต่เปลือกมะพร้าว

เขาปอกเปลือกเอาไปเป็นวัสดุ ทำเป็นที่นอนก็ได้ ทำเป็นไม้กวาดก็ได้ จะเอาไปใส่ไฟทำเป็นเชื้อเพลิงก็ได้ ได้ทั้งนั้นน่ะ อ้าว! ก็ได้ ก็ได้ก็เป็นเปลือกนอกไง นี่ขนาดเปลือกนอกนะ แล้วกะลาล่ะ กะลามีประโยชน์อะไร แล้วเนื้อมัน เนื้อมันมีคุณค่าที่สุด เขาเอาไปแกง เอาไปทำอาหาร เอาไปเลี้ยงสัตว์ แล้วน้ำมะพร้าวล่ะ น้ำมะพร้าวนะ ตอนนี้เขาก็ใส่ขวดขายไง น้ำมะพร้าวหอมหวาน

เวลาเปรียบเทียบ นี่เป็นบุคลาธิษฐาน

เวลาปฏิบัติจริงมันเป็นมะพร้าวตรงไหนวะ มันเป็นกิเลส กูเกือบตาย เวลากูเข้าไปเผชิญหน้ากับมัน เป็นชั้นเป็นตอนขึ้นไป

แต่คนที่เขาทำแล้วเขาชำนาญของเขา เขาเปรียบเทียบของเขา มันไม่เหมือนกัน มรรค ๔ ผล ๔ ไง ถ้ามรรค ๔ ผล ๔ เห็นไหม

นี่ก็เหมือนกัน เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เราเป็นบริษัท ๔ อุบาสก อุบาสิกา เราฟังมาเยอะแยะมากมายมหาศาล เราก็เข้าใจทั้งนั้นน่ะ เราอธิบายได้ปากเปียกปากแฉะ อธิบายทางวิชาการไง

เวลาสอนเด็ก เวลาสอนเด็ก เด็กบางคนมันก็เข้าใจได้มาก บางคนมันเข้าใจได้น้อย บางคนมันไม่เข้าใจอะไรเลย นั่นเด็กใช่ไหม แต่นี่เราสอนตัวเอง ไม่ใช่สอนเด็ก สอนตัวเองไง แล้วมันเป็นอย่างไรล่ะ

เวลาเกิดมานะ ถ้ามีศรัทธาความเชื่อพระพุทธศาสนา มันเทียบเคียงกับธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ใช่ของเรา

ธรรมและวินัยเป็นศาสดา ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สัญญามันจำ เรียนรู้มา จดจำเข้ามาในหัวใจของตน เอามาเทียบเคียงกับความรู้สึกนึกคิดเรานี่แหละ มันเป็นอย่างไรๆ เทียบเคียงมาๆ ถ้ามีสติปัญญานะ แล้วเป็นบัณฑิตนะ แพ้ราบคาบ เพราะธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สัจจะ อริยสัจจะ ความจริงแน่นอน

ไอ้ของเรา ไอ้เรา เราจำชื่อมันมา แล้วก็ไปบวกอารมณ์กับของตัวว่าไอ้นั่นเป็นไอ้นี่ ไอ้นี่เป็นไอ้นั่น มันก็ไม่จริงแล้วชั้นหนึ่ง เวลาไปเทียบเคียงธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกชั้นหนึ่ง พ่ายแพ้ถอยหลังเต็มที่มันน่ะ

แต่ด้วยอวิชชา ด้วยพญามาร มันก็พยายามเข้าข้าง บีบคั้นหัวใจของตน “มันเป็นธรรมๆ”

มันเป็นธรรมตรงไหนวะ

มันเป็นธรรม รสของธรรมชนะซึ่งรสทั้งปวง เวลาทุกข์มันยาก ทุกข์ยากเจียนตาย เวลามันปล่อยวาง สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี

แล้วสิ่งที่การกระทำ ครูบาอาจารย์ที่มีอำนาจวาสนา หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ท่านปฏิบัติของท่านมานี่ไง ถ้าไม่มีอำนาจวาสนาขึ้นมา ท่านจะทำความปกติสุขในหัวใจของตนได้อย่างไร แล้วทำความปกติในหัวใจของตน ยกขึ้นสู่วิปัสสนาอย่างไร มันไม่มีครูไม่มีอาจารย์ไง ท่านต้องขวนขวายเอง ขวนขวายเองเพราะท่านมีอำนาจวาสนาไง เพราะอะไร

เพราะไปถามคนอื่น คนอื่นสติปัญญามันอ่อนด้วยกว่านี้ไง มันก็สอนเป็นโลกไปไง สอนเป็นโลกก็สอนเป็นทางวิชาการไง แล้วก็ให้เราส่งออกไปเป็นอย่างนั้นไง เราจะหดสั้นเข้ามาในใจของตนก็ไม่ถูกอีกไง มันเถียงกันไม่มีวันจบวันสิ้นไง

แต่ถ้าไปเจอนักปราชญ์ราชบัณฑิต ว่าถ้ามันเป็นภายนอกภายในเป็นอย่างไร ภายนอก ภายใน ภายนอกก็สังคมภายนอก ภายในก็ความคิดเราในใจนี่ไง เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาน่ะภายนอก ภายนอก จิตมันรู้มันเห็น ภายนอก แล้วถ้าภายในล่ะ ภายในตัวจิตเป็นอย่างไร มีภายนอก ภายใน ภายในภายในอีก

ถ้ามันเป็นชั้นๆ เข้าไป ถ้าเราฝึกหัดปฏิบัติของเราขึ้นมา มันเป็นปัจจัตตัง เป็นสันทิฏฐิโกขึ้นมานะ ถ้าเป็นจริงขึ้นมานะ โอ้โฮ! หูตานี่พองหมดเลย โอ้โฮ! โอ้โฮ! เพราะอะไร

เพราะเรามีข้อมูลอยู่แล้วไง เราฟังธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามามากมายไง แต่ฟังมาๆ มันก็เป็นสัญญาไง เทียบเคียบๆ อยู่อย่างนั้นน่ะ เวลามันเป็นความจริงๆ โอ้โฮ! โอ้โฮ! แล้ว โอ้โฮ! แล้วพูดกับใครล่ะ เพราะอะไร เพราะเราก็เคยเถียงคนอื่นมาอย่างนั้นน่ะ เราก็เคยมีความรู้สึกนึกคิดอย่างนั้นน่ะ

ปุถุชนคนหนาคิดได้อย่างนั้นชั้นเดียว ชั้นของปุถุชนไง แต่เวลาไปเรียนทางการแพทย์ จิตวิทยา โอ้โฮ! มีเป็นชนชั้น มันมีเป็นกลุ่มโรค โอ๋ย! ร้อยแปดเลย เรียนจิตวิทยา เพราะอะไร เพราะเขามีความรู้ ความรู้เพราะเขาศึกษาทฤษฎี ศึกษาทางวิชาการ

ไอ้นี่ที่เราศึกษามันก็เหมือนกัน ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เหมือนกัน แต่เวลาปฏิบัตินี่ไง เวลาปฏิบัติ พระปฏิบัติ รักยาวให้ตัด

ถ้ารักการฝึกหัดประพฤติปฏิบัติที่ยาวไกล สิ่งใดที่มันขี้เกียจขี้คร้าน สิ่งใดที่มันเหมารวม มันสันนิษฐาน สันนิษฐานเอา ตัดๆๆๆ รักยาวให้ตัด ถ้ามันไม่ตัด มันก็พาอีลุ่ยฉุยแฉกอยู่อย่างนั้นน่ะ

เวลาคำพังเพย รักยาวให้ตัด ให้ตัดเพราะอะไร ให้บั่น บั่นเพราะว่ามันไม่ให้กิเลสชักนำไป รักยาวให้บั่น

เวลาเราอยู่กับหมู่คณะ เราอยู่กับสังคม ถ้ารักยาว เงียบซะ หลบหลีกไป อย่าไปปะทะ ไปปะทะแล้วมันเกิดการกระทบกระทั่งกัน แล้วมันเกิดการบาดหมาง เกิดร้อยแปดพันเก้า รักยาวไง รักยาวให้ตัด เราจะตัดสิ่งที่กิเลสมันจะชักจูงออกไปข้างนอก

แล้วเวลาฝึกหัดปฏิบัติ เห็นไหม เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เรามีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เราก็มีกติกากับเราโดยความสามารถของเรา

แต่ในสมัยกึ่งพุทธกาลนี้ ศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่ง เจริญจากหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านฝึกหัดปฏิบัติของท่านขึ้นมา แล้วท่านเป็นอาจารย์ใหญ่ หลวงตาพระมหาบัวท่านชื่นชมว่าเป็นโรงงานผลิตพระอรหันต์ๆ

โรงงานคือมีสติมีปัญญาครอบคลุมและดูแล แล้วพยายามชี้นำ ชี้ช่องให้ผู้ที่มีแวว ผู้ที่มีแววมีศรัทธา มีอำนาจวาสนา แต่เวลาจะฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เราก็ตั้งใจของเรา เราก็พยายามของเรา แต่เราไม่เคยรู้จักกิเลส

หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ของเราที่ท่านผ่านพ้นไปแล้วนะ ท่านบอก สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือกิเลสในหัวใจของคน

หัวใจของคนคนนั้น เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เพราะมันมีกิเลส มีอวิชชา มีความไม่รู้เป็นต้นทุนเดิม แล้วเวลาเราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เราใช้สติปัญญาขึ้นมา สติปัญญามันก็มีกิเลสเจือปนมา

กิเลสคือสมุทัย สมุทัย ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ เหตุ เหตุให้เกิดทุกข์ เหตุให้เกิดความล้มเหลว เหตุให้เกิดการท้อแท้ เหตุให้การไม่ตั้งมั่น เหตุให้ไม่มี เห็นไหม

ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ไง สมุทัย แล้วมันผสมผสานกับความคิด มันเจือปนมาๆ กับความรู้สึกนึกคิดเราตลอด ทั้งๆ ที่เรานึกคิดธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่แหละ แต่มันก็มีกิเลสเจือปนมาๆ ตลอด มันถึงทำให้ได้ผลการปฏิบัติขึ้นมาได้ยากไง

รักยาวให้ตัด รักยาวให้ตัด

เอาอะไรตัดวะ ไม่มีปัญญาจะตัด

ฝึกหัดสติ

เราฝึกหัดปฏิบัติ คนที่ฝึกหัดปฏิบัติจะรู้ ถ้าสติเราอ่อน พุทโธก็ยาก ปัญญาอบรมสมาธิเท่าทันความคิด ก็ไหลตามมันไป สมุทัยเจือปนมา เจือปนก็เป็นพวกเดียวกัน มันลากมันจูงไปเป็นพวกกิเลสแล้วก็เชื่อ มันก็เป็นอย่างนั้นน่ะๆ มันตามไปหมด สมุทัยมันเจือปนมา

เราพยายามตั้งสติแล้วตัด รักยาวให้ตัดๆ

แม้แต่ภายนอก ภายนอก ครูบาอาจารย์ท่านบอกอย่าสุมหัวกัน อย่าคลุกคลีกัน การคลุกคลีกันมันจะสร้างประเด็นให้เกิดการขัดแย้งกัน สร้างประเด็นขึ้นมาให้กระทบกระเทือนกัน กระทบกระเทือนกันในภายนอก

แต่เวลาฝึกหัดปฏิบัติ ขันธ์กับจิต กิเลสกับธรรมกระทบกระเทือนกัน กระทบกระเทือนในใจเรานี่ ถ้าเราฝึกหัด หลับตาลง หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ หลับตาลง ปัญญาอบรมสมาธิ เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา นี่มันกระทบกระเทือนกัน มันกระทบกระเทือนกัน จนถ้าฝึกหัดปฏิบัติมีสติมีปัญญา มันจะมีเหตุมีผล มีเหตุในการกระทำ

ถ้าไม่มีสติปัญญา เดินลอยๆ ลอยไปก็ลอยมา ลอยมาแล้วก็ลอยไป ขาดสติไง สติต้องสมบูรณ์แบบ พยายามทำให้สมบูรณ์ตลอดเวลา ถ้าสติมันสมบูรณ์แบบตลอดเวลา มันจะเท่าทันกับความรู้สึกนึกคิดของตน ทั้งๆ ที่ทำมาแล้วนี่แหละ

โดยส่วนใหญ่ก็บอกว่า ก็ทำแล้ว ทำแล้วมีสมาธิแล้ว สมาธิแล้วก็อยู่กับเราแล้ว แล้วก็จะฝึกหัดใช้ปัญญาเลย

ไร้สาระ ความคิดมันเกิดดับ ความรู้สึก ความรู้สึกเจ็บช้ำน้ำใจ ความรู้สึกเจ็บปวด ความรู้สึกกระทบกระเทือน มันมีความรู้สึกตลอดเวลา คนเป็นไม่ใช่คนตาย มันต้องมีความรู้สึกนึกคิด แล้วความรู้สึกนึกคิดนี้ เวลาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติไง หาใจของตัวๆ ก็หาความรู้สึกนึกคิดอันนั้นแหละ แล้วความรู้สึกนึกคิดอันนั้นน่ะ ถ้ามีความชำนาญ ชำนาญในวสี

เราอยู่กับครูบาอาจารย์มา ครูบาอาจารย์ของเราที่ปฏิบัติขึ้นมา ท่านชำนาญแล้วท่านรักษาสมาธิของท่าน ท่านตั้งมั่นของท่าน แล้วท่านอยู่โดยเอกเทศของท่าน เวลาออกมาเจอหมู่คณะจากภายนอก ภายนอกเวลาเจอกันก็ทักทาย ทักทายกันด้วยความซื่อสัตย์สุจริตไง เคารพบูชาในสติปัญญาของแต่ละบุคคลไง แล้วเวลาเราหลีกเร้นมา เราพยายามเอาความจริงของเราขึ้นมาให้ได้ไง

รักยาวให้ตัด รักยาวให้ตัด

ตัดทั้งตัดเหตุ ตัดผล ตัดเรื่องโลกให้หมด อยู่กับเราคนเดียว แล้วถ้าทำความสงบของใจเข้ามาได้ อยู่กับใจตัวเดียว แล้วเวลามีกำลังแล้ว ใจตัวเดียวนั้นพร้อมไปด้วยสตินะ รำพึง เห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม รำพึง รำพึงคือคิดในสมาธิ อุปจาระไง เป็นสมาธิด้วย มีความรู้สึกนึกคิดด้วย แล้วความรู้สึกนึกคิดนั้นมันเกิดจากสัมมาสมาธิไง

สัมมาสมาธิเป็นตัวตัดสมุทัยที่เจือปนมาๆ เจือปนมา มันมาแบ่งแยกความคิด มันมาแบ่งแยกความรู้สึกของเราให้ยอมรับ ถ้าปฏิบัติธรรมก็ต้องให้กิเลสอยู่ด้วย ก็มันเจือปนมาไง ถ้าจะปฏิบัติธรรมก็ต้องให้ฉันร่วมด้วย

เข็ดจนตาย

คนที่ฝึกหัดปฏิบัติไม่ยอม ถ้าไม่ยอม ถ้าอยู่ร่วมด้วยมันก็ทุกข์ไง เวลากิเลสมันเผาลน มันทุกข์มากนะ

ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ที่สะอาดบริสุทธิ์ไง ทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ดับไป มันไม่มีอะไรหรอก เพียงแต่ทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ที่มันหยาบๆ มันเบาบางลงก็ว่าเป็นความสุข ความสุขเกิดจากความทุกข์มันเบาบางลง ความทุกข์มันเผอเรอ เราก็มีความสุขชั่วครั้งชั่วคราว ความสุขจับต้องตรงไหนมันเป็นความสุข

ถ้าฆ่ากิเลสเป็นชั้นเป็นตอนเข้าไปสิ มันรู้แจ้งของมันเป็นชั้นเป็นตอนเข้าไป แล้วมันก็มหัศจรรย์ในตัวของตัวเรา โอ้โฮ! มหัศจรรย์มาก มันมหัศจรรย์ที่ว่า โอ้โฮ! มนุษย์ทำได้ขนาดนี้เชียวหรือ โอ้! มนุษย์นะ แต่ถ้ามันเป็นมันเป็นข้อเท็จจริงแล้ว ใช่ ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก ปัจจัตตัง สติสัมปชัญญะมันพร้อมไง

เวลาทำความสงบของใจเข้ามา ใจสงบแล้วมีกำลังของเรามา ถ้าน้อมไปเห็นสติปัฏฐาน ๔ มันเข้าไปเผชิญหน้ากับมัน เผชิญหน้ากับมันด้วยสติด้วยปัญญา เวลาพ่ายแพ้มัน เศร้า คอตก สู้มันไม่ไหวไง

แต่ถ้าคนไม่มีสติ ไม่มีวาสนา ก็ว่าได้สู้แล้ว สู้จบแล้ว มันเป็นธรรมแล้ว

เป็นธรรมตรงไหนวะ

ถ้ามันเป็น สู้ถ้าชนะ เออ! มันว่างหมด มันปล่อยหมด เป็นอิสระ ด้วยสมาธิ ด้วยปัญญา

แต่เวลามันพ่ายแพ้ มันจืดมันชืด เข้าเผชิญหน้าแล้ว ยื้อกันไปก็ยื้อกันมา เพราะมันไม่มีกำลัง แล้วถ้าเคยพ่ายแพ้มันมา วาง วางแล้วกลับมาพุทโธ กลับมาปัญญาอบรมสมาธิ พอมันสงบระงับมีกำลัง เข้าไป เออ! มันได้เปรียบเทียบไง

เปรียบเทียบเวลามันพ่ายแพ้ เวลามันท้อแท้ ท้อแท้เพราะอะไร เพราะขาดสติ ขาดสมาธิเป็นพื้นฐาน ถ้าขาดสติ มันก็เข้าไปเผชิญอย่างนั้นน่ะ ดันทุรังอยู่อย่างนั้นน่ะ แล้วก็ทำไมมันทุกข์ ทำไมมันยาก

ถ้าครูบาอาจารย์ที่ฉลาด มึงจะตาย ทำไมไม่ปล่อย ปล่อยแล้วกลับมาพุทโธ กลับมาลับคมของปัญญา กลับมาลับหัวใจให้มีกำลัง ถ้ากลับมาลับหัวใจมีกำลังนะ พอมีกำลังแล้ว โอ้โฮ! มันก็ต้องสดชื่น ต้องมีความสุข แล้วพอปล่อย เข้าแล้ว เข้าทำงาน

เห็นไหม กองทัพกิเลส กองทัพธรรม เวลาเข้าทำงาน มันก็เข้าไปตรงที่เห็นกิเลสนั่นแหละ ตรงที่เห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม มันอยู่ มันมีตัวตนของมัน

กิเลสมันมี สิ่งที่มีอยู่มันถึงมี ถ้ามันไม่มี จะไปภาวนาอะไร แต่มันมี มันเป็นนามธรรมที่มึงไม่เห็นมันไง มันลึกลับซับซ้อนอยู่ในหัวใจของเอ็งนั่นไง แล้วเอ็งรู้ไม่เท่าทันมัน เอ็งไม่เห็นมันไง มันก็ขี่หัวอยู่อย่างนั้นไง

แต่บัดนี้เป็นศากยบุตรพุทธชิโนรส เป็นผู้ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา พอมีสติมีปัญญาขึ้นมา มีกำลังขึ้นมา เวลามันรู้มันเห็นขึ้นมา มันเขี่ย มันขุด มันคุ้ย

งานขุดคุ้ยค้นคว้าหากิเลสนี้เป็นงานอีกประเภทหนึ่ง งานของผู้ที่มีอำนาจวาสนา

คนที่ไม่มีอำนาจวาสนา ทั้งขุดทั้งคุ้ยไม่เห็นไม่เจอ แล้วก็เหมารวมว่ามันไม่มี มันไม่มีกิเลส มันสิ้นกิเลสไปแล้ว กิเลสมันหาไม่เจอ ทั้งๆ ที่เอ็งหามันไม่เจอ ทั้งๆ ที่มันอยู่ในหัวใจดวงนั้น ทั้งๆ ที่มันกิเลส มันอยู่ที่ฐีติจิตของบุคคลคนนั้น แล้วบุคคลคนนั้นทั้งค้นทั้งคว้าทั้งแสวงหา อะไรมันก็ไม่เห็น มันก็ไม่เจอทั้งนั้นน่ะ มันไม่เจอ มันอยู่ที่อำนาจวาสนาของแต่ละบุคคล

ถ้ามีอำนาจวาสนานะ พยายาม ผู้ที่มีอำนาจวาสนาเขาทำของเขาง่าย เขาพิจารณาของเขาได้ ไอ้เรามันปลายยุคปลายสมัย แต่เราก็มีศรัทธาของเรา เราก็มีการกระทำของเรา เราพยายามของเรา

ทุกคนจะล่วงพ้นทุกข์ด้วยความเพียร

เราพยายามของเรา ความพยายามนั้นเป็นความเพียร เป็นความวิริยะ เป็นความอุตสาหะ มันเป็นหนทางของคนที่จะพ้นจากทุกข์

เรามีอำนาจวาสนา เรามีความเพียรของเรา เราฝึกหัดปฏิบัติของเรา เรามีการกระทำของเรา ถ้าเขาเข้าไปเผชิญ ไปเห็น โอ้โฮ!

เวลางานมันเกิดนะ มันคึกมันคะนอง มันมหัศจรรย์ เวลามันเสื่อมนะ มันท้อแท้ มันทุกข์มันยาก ในวงกรรมฐานเขาเรียกว่ากรรมฐานม้วนเสื่อ ม้วนเสื่อคือม้วนเสื่อเก็บไง เลิก ละ ไม่ใช่ละกิเลสได้ ละความเพียร เลิกละความอุตสาหะของเรา

รักยาวให้ตัด

รักยาวแล้วเราพยายามฝึกหัด เรามีการกระทำของเรา เราเคยพยายามกระทำของเราให้มันเป็นสัจจะเป็นความจริงของเราขึ้นมาในพระพุทธศาสนา

เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ได้บวชเป็นพระ เป็นสมมุติสงฆ์ มันยังไม่เข้าพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

พระสงฆ์ๆ คือตั้งแต่พระอัญญาโกณฑัญญะ ตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป ไอ้เรามีอะไรเป็นสงฆ์ เราต้อง ๔ องค์ รวมกันถึงจะเป็นสมมุติสงฆ์ ถวายสังฆทานๆ ถวายสงฆ์ สงฆ์คือภิกษุสงฆ์ ๔ องค์ขึ้นไป ถึงจะเป็นคณะสงฆ์ มันเป็นคณะสงฆ์ มันไม่ใช่อริยสงฆ์ ถ้าเป็นอริยสงฆ์นะ มันรู้เห็นของมัน เห็นไหม

แล้วศึกษาค้นคว้า เราพยายามฝึกหัดปฏิบัติของเราขึ้นมาให้ได้ เวลามันฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาให้ได้ มันเป็นปัจจัตตัง เป็นสันทิฏฐิโก เป็นเฉพาะบุคคลคนนั้น เฉพาะบุคคลคนนั้นได้ทำแล้ว มันประสบความสำเร็จในบุคคลคนนั้น ใจดวงนั้นมีอำนาจวาสนาไง

ถ้าใจดวงนั้นมีอำนาจวาสนา เวลาคำว่า อำนาจวาสนา วาสนามันมาจากไหน

มันก็มาจากที่นั่งสมาธิภาวนา ที่ศรัทธาความเชื่อของเรา ความตั้งใจของเรา วาสนาก็มาจากความเพียร ความวิริยะ ความอุตสาหะ สร้างสมของเราขึ้นมา ถ้าสร้างสมขึ้นมาเป็นจริตเป็นนิสัย แต่ละบุคคลได้สร้างสมของแต่ละบุคคลมาอย่างไร ถ้าสร้างสมของแต่ละบุคคลมาอย่างไร มันก็เป็นไปตามอำนาจวาสนาที่มันจะไปรู้ไปเห็นตามอำนาจวาสนา

พอตามอำนาจวาสนาแล้ว มันก็เกิดมรรคเกิดผล มัคโค ทางอันเอก ทางอันเอกเกิดจากสติ เกิดจากปัญญาขึ้นมา จากบุคคลคนนั้น แล้วสติปัญญาขึ้นจากบุคคลคนนั้น มันเกิดธรรมจักรไง ธรรมจักรที่มันเข้าไปบดบี้กิเลสของแต่ละบุคคลๆ ไง กิเลสมันหลบมันซ่อน มันหลบมันซ่อนต่อเมื่อใจดวงนั้นมีศีล มีสมาธิ มีปัญญา

กิเลส กิเลสกลัวอย่างเดียวคือกลัวธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วมันยิ้มเยาะหัวเราะเยาะเลยนะ ไอ้พวกที่เรียนธรรมะมาเยอะๆ นั่นน่ะ ไอ้นั่นมันธรรมะในตำรา มันยิ้มย่องผ่องใสเลยนะ ไอ้พวกนี้ไม่เห็นเราหรอก เวลาคนจะฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา มันกลัว กลัวจะไปเห็นมันไง

ฉะนั้น ทำสมาธิก็ยาก แค่ตั้งใจจะทำสมาธินะ เอาเสื่อเอาหมอนมานะ จบแล้ว แล้วทำสมาธินะ ไม่ต้องการอะไรเลย ตรงไหนพร้อม ทำทันทีเลย เพราะไม่ให้กิเลสมันรู้ตัว ไม่ให้มันดื้อมันดึงไง ไอ้นี่จะเอาอย่างนั้น จะเอาอย่างนี้นะ โอ้โฮ! เตรียมพร้อมอยู่นั่นน่ะ หาเสื่อ หาหมอน หามุ้ง หาทุกอย่างเลย แล้วจะนั่งตรงไหนดี จะทำตรงไหนดีล่ะ หาที่ทำก็ไม่ได้ เวลาจะทำขึ้นมานะ ก็ โอ้โฮ! เหนื่อยหน่าย มันน่ารำคาญ เลิกดีกว่า เตรียมตัวมาครึ่งวัน ทำอะไรไม่ได้เลย

แต่เวลาครูบาอาจารย์ของเรานะ ที่ไหนก็ได้ เรียบง่าย สมณะเป็นผู้เลี้ยงง่าย เป็นผู้เลี้ยงง่าย เป็นผู้ดูแลง่าย แล้วเราก็ดูแลตัวเอง ดูแลหัวใจของเราด้วยศีล ด้วยสมาธิ ด้วยปัญญาของเรา

รักยาวให้ตัด เหนื่อยหน่าย ขี้เกียจขี้คร้าน ไม่ต้องการสิ่งใด ตัดมันทิ้งไป รักยาว จะอยู่การประพฤติปฏิบัตินะ ยืนยาว ยาวนาน จะทำความจริงให้ปรากฏขึ้นมาจากหัวใจของตน

เกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา มีอำนาจวาสนานะ เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เวลาฝึกหัดปฏิบัติของเราอยู่คนเดียว มันก็อัดอั้นตันใจ ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ยิ่งงง ปรึกษากับใครก็ไม่ได้ เวลามีหมู่คณะที่ดีงาม บัดดี้ ปฏิบัติด้วยกัน ถ้าปฏิบัติด้วยกัน เพราะมันคุยกันได้ เวลาไปหาครูบาอาจารย์ก็ยังเกรงท่าน กลัวท่าน

แล้วถ้ามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา ถ้าเป็นครูบาอาจารย์ที่ดีงาม จะชักนำเข้าสู่ศีลสู่ธรรม อย่างอื่นเป็นเรื่องไร้สาระ เป็นเรื่องเป็นปัจจัยเครื่องอาศัย อาศัยอยู่ชั่วครั้งชั่วคราว แต่ถ้าทำให้มีสติขึ้นมา สติที่มีรส รสของสติธรรม สมาธิ ปัญญาธรรม

ถ้าสติธรรมนะ มันก็เท่าทันอารมณ์ความรู้สึกของตน มันก็ไม่ไปกว้านเอาฟืนเอาไฟมาเผาตัวเอง

ถ้าทำสมาธิได้ จิต สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี

ถ้ายกขึ้นสู่วิปัสสนาไม่เป็น มันติด มันว่านี่เป็นนิพพาน เวลาถ้ามีครูบาอาจารย์ชี้ช่องชี้ทางให้ โอ้โฮ! ยังไปอีกตั้งไกล แล้วถ้ายังอีกตั้งไกล พยายาม ถ้ามันเห็นกิเลส นั่นแหละเวลามันฝึกซ้อมไง

เวลาฝึกหัดใช้ปัญญาไง ปัญญาที่มันเกิดขึ้นได้ด้วยสมาธิเป็นกำลังขึ้นมา มันแยกมันแยะของมัน เออ! เวลาสมาธิมันเบาบางลงนะ มันจืดมันชืด คิดเหมือนกัน ความคิดเหมือนกัน เพราะเวลาปัญญาเกิดก็เกิดจากเรา เกิดจากสมาธิ เกิดจากปัญญา ก็เกิดจากเรา ก็เราใช้มันด้วยความคล่องตัวของเรา เวลาสมาธิอ่อนลง ไม่รู้ตัวหรอก มันจะรู้ต่อเมื่อ เอ๊อะ! เอ๊อะ! คือมันไปไม่ได้ คิดอะไรก็ไม่ออก แยกแยะอะไรก็ไม่ได้

แต่เดิมยังไม่ต้องคิด ไม่ต้องแยกแยะ ด้วยกำลังของจิต มันจะไปแล้ว แต่สมาธิคือสมาธิไง เวลามันเป็นสติ มันจับต้องเข้ามา มันหยุด มันนิ่ง มันหยุด มันหลุด มันพ้น โอ้โฮ!

โอ้โฮ! จริงๆ นะ เวลาที่ทำความสงบของใจที่ดีงาม แล้วมันใช้ปัญญาไป มันทะลุทะลวงไป

กิเลส ครูบาอาจารย์ที่ท่านเป็นธรรมนะ ท่านบอกกิเลสมันวิ่งหนี มันหลบมันซ่อน

ไอ้เราก็คิดว่า โอ้โฮ! มันตายไปหมดแล้ว กิเลสมันขาด

ไม่ใช่หรอก มันรู้เลยว่า ถ้าจิตดวงนี้มีสติ มีสมาธิ แล้วใช้ปัญญามันจะคมกล้า คมกล้า มันหลบมันหลีก มันซุกอยู่ ของมันมี แล้วของนั้นน่ะมันไม่สมุจเฉทปหาน มันไม่ขาด ไม่มีขณะ มันไม่ดับไป มันจะหายไปได้อย่างไร ก็ของมันมี ของมันมี ของมันก็หลบ มันก็หลีก มันก็ซ่อน มันก็เร้นอยู่ในใจนั่นแหละ แต่ด้วยความสามารถของเรา ด้วยอำนาจวาสนาของเรา มันไม่สมบูรณ์แบบของมัน

มรรคสามัคคีไง เวลามรรคมันรวมตัวขึ้นมาด้วยความสมดุลของมัน ด้วยศีล ด้วยสมาธิ ด้วยปัญญา มรรค ๘ ศีล สมาธิ ปัญญา มรรค ๘ มรรค ๘ ดำริชอบ งานชอบ เพียรชอบ มันชอบธรรมทั้งสิ้น เวลามันสมุจเฉทปหาน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่า เราตรัสรู้โดยชอบด้วยตนเอง

เวลาฝึกหัดปฏิบัติก็เหมือนกัน ถ้ามันเป็นความชอบธรรม มันชอบ

ถ้าชอบ ถามสิ มันบอกได้หมดน่ะ เริ่มต้นอย่างไร ทำอย่างไร แล้วเป็นข้อเท็จจริงอย่างไร

ถ้ามันไม่ชอบ มันแถ มันแถ มันไม่สมบูรณ์แบบหรอก

เริ่มต้น ท่ามกลางและที่สุด เริ่มต้น เราเริ่มต้นจากเราศรัทธาในพระพุทธศาสนา บวชพระ ฝึกหัดปฏิบัติมาเริ่มต้น ท่ามกลาง หัวใจเราร่มเย็นเป็นสุขไหม แล้วถ้าปัญญามันเกิด เริ่มต้น ท่ามกลาง เวลาหมุนติ้วๆ ขึ้นมา เราเองเราก็งงนะ มันงงเพราะอะไร เพราะเป็นปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก ไม่ใช่ที่เราคิด

ถ้าเรานึกคิดอย่างนี้ ถ้ามันเป็นจริงอย่างนี้ ผู้ที่มีการศึกษาจบ ๙ ประโยคก็เป็นพระอรหันต์ไปหมดแล้ว ผู้ที่จบ ๙ ประโยค เวลาถ้าซื่อสัตย์สุจริต จะไปถามหลวงปู่ฝั้น ถามครูบาอาจารย์เป็นอย่างไร ทางทฤษฎีเป็นอย่างนี้ เวลาครูบาอาจารย์ของเราปฏิบัติจะเป็นอย่างนี้ๆ แล้วเวลาถึงที่สุดแล้วมันเหมือนกัน เหมือนกันเพราะว่าถูกต้องชอบธรรม ชอบ

ไอ้ของเรามันชอบหรือไม่ชอบ ถ้ามันไม่ชอบ เรามีสติสัมปชัญญะตรวจสอบๆ ทำซ้ำ เพื่อความแวววาว เพื่อความสวยงาม เพื่อความถูกต้องชอบธรรมในหัวใจของตน เอวัง